รายงานการวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ของนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเชตต์ได้ประเมินวัดผลกระทบของเครื่องมือ AI เชิงสร้างสรรค์ต่อผลิตภาพของพนักงานบริการลูกค้าในบริษัทซอฟต์แวร์ที่ติดอันดับ Fortune 500 เป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันหนึ่งปี ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริงในสเกลใหญ่ขนาดนี้[7]
ผลการศึกษาพบว่า ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นมานั้นเห็นได้ชัดเจนน้อยกว่าการทดลองที่ผ่านๆ มา สาเหตุอาจเป็นเพราะขั้นตอนการทำงานในโลกแห่งความจริงซับซ้อนกว่างานในห้องปฏิบัติการที่เรียบง่ายกว่า แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับที่น่าตกใจ เพราะพนักงานที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงเครื่องมือ AI เชิงสร้างสรรค์มีผลิตภาพมากกว่าพนักงานที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเครื่องมือเหล่านั้นถึง 14% โดยเฉลี่ย
ที่น่าสังเกตก็คือ คนงานที่มีทักษะฝีมือต่ำที่สุดมีผลิตภาพเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ 35% ตรงกันข้ามกับกลุ่มคนงานที่มีทักษะฝีมือสูงที่สุด ซึ่งไม่ได้รับประโยชน์จาก AI เลย หรือได้รับประโยชน์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
นอกจากนี้ ผลการศึกษาอีกสองโครงการที่ทำการวิจัยในสภาพแวดล้อมแบบควบคุมพบว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจที่ใช้ AI สามารถจัดทำเอกสารธุรกิจได้มากกว่าเดิม 59% ต่อชั่วโมง[8] วนโปรแกรมเมอร์ที่ใช้ AI สามารถเขียนโปรเจกต์ได้มากขึ้นถึง 126% ต่อสัปดาห์[9] การศึกษาเหล่านี้พบว่า AI ช่วยลดช่องว่างระหว่างกลุ่มพนักงานที่มีทักษะฝีมือด้อยที่สุดกับกลุ่มพนักงานที่มีทักษะฝีมือมากที่สุดได้
ผลการศึกษาทุกโครงการพบว่า การใช้ AI ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อชั่วโมง ทว่าการศึกษาเกี่ยวกับการเขียนเอกสารธุรกิจนั้นพบว่าคุณภาพของงานยังเพิ่มขึ้นอย่างมากด้วย สาเหตุอาจเป็นเพราะพนักงานที่ใช้ AI สามารถจัดทำเนื้อหาเอกสารร่างแรกได้เร็วขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก จึงมีเวลาแก้ไขและปรับปรุงเนื้อหาเอกสารเวอร์ชันสุดท้ายได้มากขึ้น
รูปแบบการใช้ประโยชน์นับไม่ถ้วน
แน่นอนว่า ปัจจุบันมีการนำ AI ไปใช้กันอย่างแพร่หลายในรูปแบบต่างๆ มากมาย โดยไม่จำกัดอยู่แค่การสร้างเนื้อหาเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น การอนุมัติสินเชื่อแบบอัตโนมัติ ไปจนถึงการวินิจฉัยทางการแพทย์ขั้นสูง นอกจากนี้ AI ยังถูกนำมาใช้บรรเทาปัญหารถติด จัดทำเนื้อหาบทเรียนที่เหมาะกับนักเรียนแต่ละคน รวมทั้งปูทางไปสู่การสร้างระบบอัตโนมัติและปรับปรุงกระบวนการทำงานในด้านการผลิต โลจิสติกส์ และการบริการลูกค้า
ผลกระทบของ AI ต่อประสิทธิภาพองค์กรพบเห็นได้ในวงกว้างและมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น Walmart นำ AI มาใช้ในเชิงกลยุทธ์เพื่อปรับปรุงธุรกิจทุกด้าน ตั้งแต่การจัดการสต็อกสินค้าและคลังสินค้า ไปจนถึงกำหนดเวลาจัดส่งสินค้า โดยบริษัทอ้างว่าเทคโนโลยีเพิ่มผลิตภาพของพนักงานได้ถึง 15%[10]
คุณประโยชน์ที่รับรู้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดของ AI ก็คือ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน แต่บริษัทที่ต้องการนำ AI ไปใช้และเพิ่มพูนทักษะฝีมือของพนักงานเพื่อใช้ AI จำเป็นต้องลงทุนเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเสียก่อน ซึ่งอาจเป็นเรื่องยากเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ดอกเบี้ยพุ่งสูงและธนาคารลังเลไม่อยากปล่อยสินเชื่อ ผลก็คือ บริษัทต่างๆ ไม่สามารถลงทุนทรัพยากรให้เพียงพอต่อการใช้ประโยชน์จาก AI และเทคโนโลยีดิจิทัลแบบใหม่ๆ ทำให้เกิดความล่าช้าในการเพิ่มผลิตภาพ[11] ผลกำไรระยะสั้นหยุดชะงักลง และอาจส่งผลเสียต่อการอยู่รอดในระยะยาว
สินเชื่อแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันช่วยเร่งการเพิ่มผลิตภาพด้วย AI
สินเชื่อแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เพราะช่วยให้นักลงทุนระยะยาวและผู้ประกอบการนำคริปโตหรือตราสารทุนมาใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ เพื่อนำไปลงทุนที่เกี่ยวกับ AI หรืออัปเกรดฟังก์ชันการทำงานของ AI ในบริษัทของตัวเอง
นักลงทุนสามารถขอสินเชื่อแบบใช้หลักทรัพย์ประกันเพื่อนำเงินทุนที่ได้ไปลงทุนกับสิ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI ที่มีให้เลือกหลากหลายกว่าที่เคย โดยไม่เสียโอกาสในการรับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นในกรณีที่สินทรัพย์ในพอร์ตมีราคาสูงขึ้นในอนาคต
เขตบริหารพิเศษฮ่องกง: Equities First Holdings Hong Kong Limitedได้รับใบอนุญาตภายใต้กฎหมายผู้ให้กู้ยืมในฮ่องกง (หมายเลขใบอนุญาตผู้ให้กู้เลขที่ 1659/2024)และดำเนินธุรกิจด้านการจัดการกับหลักทรัพย์ (ใบอนุญาตประเภทที่ 1)ภายใต้กฎหมายการกำกับหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของฮ่องกง (“SFO”) (หมายเลข CEเลขที่ BFJ407)เอกสารฉบับนี้ยังไม่ได้รับการตรวจสอบจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของฮ่องกงนอกจากนี้เอกสารฉบับนี้ไม่ได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นเสนอการขายหลักทรัพย์ หรือชักจูงให้ซื้อผลิตภัณฑ์ที่จัดการหรือจัดหาโดย Equities First Holdings Hong Kong Limitedแต่จัดทำขึ้นสำหรับบุคคลที่มีคุณสมบัติเป็นนักลงทุนมืออาชีพภายใต้ SFOเท่านั้นเอกสารฉบับนี้ไม่ได้ส่งถึงบุคคลหรือองค์กรที่จะทำให้ข้อเสนอหรือคำเชิญชวนดังกล่าวผิดกฎหมายหรือถูกต้องห้าม